
กรุงเทพฯ, 28 สิงหาคม 2026 — บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด (NETIZEN) ผู้ให้บริการที่ปรึกษาและวางระบบ SAP ชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ SNP ผู้เชี่ยวชาญด้าน SAP Data Transformation จากประเทศเยอรมนี จัดงาน “Swing Zero Downtime : Move to SAP S/4HANA without Stopping Business” ณ Topgolf Thailand โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์ ทั้งในระดับ CFO, CIO และ IT Director เข้าร่วมกว่า 30 ท่าน
งานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โจทย์ที่องค์กรผู้ใช้ SAP ทั่วประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน นั่นคือ ระยะ Extended Maintenance ของ SAP Business Suite 7 ซึ่งเปิดให้ใช้ระหว่างปี 2028 ถึง 2030 คือช่วงเวลาสุดท้ายที่องค์กรยังได้รับการสนับสนุนในขอบเขตใกล้เคียงของเดิม และเป็นกรอบเวลาที่ควรใช้ตั้งต้น ในการวางแผนย้อนกลับ
โดยบรรยากาศงานครั้งนี้ได้ถูกออกแบบเป็นวงสนทนาระดับผู้บริหาร ไม่ใช่งานสัมมนาขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่ตรงประเด็น โดยมีวิทยากรจากทั้งสองฝ่ายร่วมถ่ายทอดเนื้อหาตั้งแต่ระดับกลยุทธ์ไปจนถึงการสาธิตเครื่องมือจริง

คุณเสรี สาธุกิจชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนทติเซนท์ ได้เริ่มกล่าวเปิดงานด้วยการเชื่อมโยงเรื่องการย้ายระบบ เข้ากับวาระที่ผู้บริหารทุกองค์กรกำลังให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ นั่นคือการนำ AI มาใช้จริงในธุรกิจ
“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ AI คือข้อมูล ถ้าวันนี้เราใส่ข้อมูลที่ไม่ดีเข้าไป ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะไม่ดี คำถามคือเราจะวิเคราะห์อย่างไรว่าข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอนาคตขององค์กรเรา สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกว่าอะไรคือ Active Data อะไรคือ Inactive Data และอะไรคือข้อมูลที่สำคัญจริงๆ”
มุมมองนี้เป็นการสร้างกรอบให้กับการสนทนาทั้งวัน จากคำถามที่หลายองค์กรมีความกังวลว่า “จะย้ายระบบอย่างไร” ไปสู่คำถามที่ลึกกว่า คือ “เราเข้าใจข้อมูลของตัวเองดีพอหรือยัง” เพราะโครงการเปลี่ยนผ่าน ERP คือโอกาสไม่กี่ครั้งในรอบสิบปี ที่องค์กรจะได้จัดระเบียบข้อมูลของตนเองอย่างจริงจัง
นอกจากนั้น คุณเสรี ยังได้ระบุถึงบทบาทที่เนทติเซนท์ต้องการมีต่อลูกค้า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ AI คือข้อมูล ถ้าวันนี้เราใส่ข้อมูลที่ไม่ดีเข้าไป ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะไม่ดี คำถามคือเราจะวิเคราะห์อย่างไรว่าข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอนาคตขององค์กรเรา สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกว่าอะไรคือ Active Data อะไรคือ Inactive Data และอะไรคือข้อมูลที่สำคัญจริงๆ”
คุณเสรี สาธุกิจชัย — ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด

หลังจากนั้น Mr. Phillip Miltiades, President and Managing Director – Asia Pacific จาก SNP ได้ขึ้นมาบรรยาย ในหัวข้อ AI-Powered SAP Transformations โดยฉายภาพแนวโน้มเทคโนโลยีและลำดับความสำคัญทางธุรกิจที่กำลังกำหนดทิศทางการ Transformations ทั่วโลก พร้อมชี้ให้เห็นว่าองค์กรชั้นนำมองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงให้ต่ำที่สุด
และข้อความที่ Phillip ย้ำหนักแน่นที่สุด กลับไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง หากเป็นเรื่องของการเปิดใจ ต่อทางเลือกที่มีอยู่
“บางอย่างที่คุณอาจเคยคิดว่าเป็นข้อจำกัดของระบบ ตอนนี้อยากให้ทุกคนได้ลองเปิดใจเพราะโลกนี้ยังมีเทคโนโลยีอีกมากมาย ถ้าเรารู้เท่าทันทุกทางเลือก เราก็จะเลือกทางที่ดีที่สุดให้กับองค์กรของเราได้”
Phillip Miltiades, President and Managing Director, SNP Asia Pacific
และข้อความนี้เอง ก็ได้กลายเป็นแกนกลางของเนื้อหาในช่วงที่เหลือของงาน และเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ Session ถัดไป ที่ทั้งฝั่งเนทติเซนท์ และ SNP ร่วมกันคลี่ให้เห็นว่า ทางเลือกที่แท้จริงมีมากกว่าที่องค์กรส่วนใหญ่รับรู้

คุณกิตติ หาญวานิช Technical Practitioner Manager จาก เนทติเซนท์ ได้เปิด Session ของเนื้อหาในครั้งนี้ ด้วยการวางกรอบเวลาให้ผู้บริหารเข้าใจตรงกันเสียก่อน เพราะคำว่า “ยังมี Support อยู่” มีความหมายต่างกันมากในแต่ละช่วง
นาฬิกาสามเรือนของ SAP Maintenance
- Mainstream Maintenance — ขอบเขตการสนับสนุนเต็มรูปแบบ ครอบคลุมการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมาย การส่งมอบ Support Package การแก้ปัญหา การสนับสนุนระดับ Mission Critical และ Service Level Agreement
- Extended Maintenance (ทางเลือกเสริม) — ขอบเขตใกล้เคียงกับ Mainstream แต่อาจมีข้อจำกัดทางเทคนิคบางประการ เปิดให้ใช้กับ SAP Business Suite 7 และผลิตภัณฑ์ Add-on ที่เกี่ยวข้อง ระหว่างปี 2028 ถึง 2030 โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 2% ของฐานค่าบำรุงรักษา
- Customer-Specific Maintenance — ช่วงที่หลายองค์กรเข้าใจผิดว่ายังปลอดภัย แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง ไม่มีการส่งมอบการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย และ Support Package ใหม่ ไม่รับประกันการอัปเดตทางเทคโนโลยี เช่น ไม่มี Kernel เวอร์ชันใหม่สำหรับ ฐานข้อมูลหรือระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ไม่รองรับ Interface ใหม่ แก้ปัญหาเฉพาะที่เคยพบมาก่อน และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับปัญหาใหม่ รวมถึงไม่มี Service Level Agreement
สำหรับองค์กรไทยที่ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีและกฎระเบียบภาครัฐอยู่เป็นระยะ ข้อจำกัดเรื่องการไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงตามกฎหมาย คือความเสี่ยงด้าน Compliance โดยตรง ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านไอที
กรอบเวลาที่ผู้บริหารควรใช้ตั้งต้นจึงเป็นช่วง 2028–2030 ซึ่งเป็นทั้งจุดที่ต้นทุนการบำรุงรักษาเริ่มเพิ่มขึ้น และเป็นเส้นสุดท้ายก่อนเข้าสู่ช่วงที่การสนับสนุนถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อคำนวณย้อนกลับจากปี 2030 โดยหักระยะเวลาโครงการเปลี่ยนผ่านซึ่งโดยทั่วไปกินเวลาหลายไตรมาส รวมถึงช่วงประเมินความพร้อม การจัดทำงบประมาณ และการอนุมัติภายใน จะเห็นว่าช่วงเวลาสำหรับการ “ตัดสินใจ” เหลืออยู่สั้นกว่าที่ตัวเลขปีทำให้รู้สึก
ฝั่งปลายทางมั่นคงกว่าที่คิด

ในทางกลับกัน คุณกิตติยังชี้ว่าปลายทางมีความแน่นอนสูง เพราะ SAP ประกาศสนับสนุน SAP S/4HANA ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2040 และตั้งแต่รุ่น SAP S/4HANA 2023 เป็นต้นไป ได้ปรับกลยุทธ์การออกรุ่นเป็นแบบ 2+5 คือขยาย Innovation Line เป็น 2 ปี พร้อม Maintenance Line อีก 5 ปี จากเดิมที่เป็น 1+4
ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติคือ องค์กรสามารถเลือกจังหวะการรับนวัตกรรมได้ตามความพร้อมของตนเอง โดยไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับกลยุทธ์เดิม และในช่วง Innovation Line ยังได้รับ Feature Package Stack ต่อเนื่องภายในกรอบเวลา 2 ปี
จุดเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2021
อีกประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาคือ ในอดีตองค์กรมีทางเลือกหลักอยู่สองทาง ระหว่างการเริ่มใหม่ทั้งหมด กับการแปลงระบบเดิม แต่ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ทางเลือกที่สามอย่าง Selective Data Transition ได้เข้ามาเติมช่องว่างตรงกลาง และกลายเป็นคำตอบของโครงการที่ไม่เข้ากรอบมาตรฐาน
SNP : ผู้เล่นเบื้องหลังโครงการ Selective Migration ทั่วโลก

Mr. Kuldeep Solanki, Managing Director – SEA จาก SNP ได้เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวตนของ SNP ซึ่งเป็นบริษัทที่หลายองค์กรในไทยอาจยังไม่คุ้นชื่อ แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังโครงการย้ายระบบ SAP ที่ซับซ้อนที่สุดในโลกจำนวนมาก
- ผู้นำตลาดระดับโลกด้าน Selective SAP Data Migration สำนักงานใหญ่ที่เมือง Heidelberg ประเทศเยอรมนี มีสำนักงาน 35 แห่งใน 20 ประเทศ ครอบคลุม 5 ภูมิภาค
- SAP Gold Partner และสมาชิกผู้ก่อตั้ง SAP S/4HANA Selective Data Transition Engagement Community
- ประสบการณ์กว่า 30 ปี ส่งมอบโครงการสำเร็จแล้วกว่า 15,000 โครงการ ด้วยทีมงานกว่า 1,500 คน
- ตามข้อมูลที่ SNP นำเสนอ บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดราว 77% ของโครงการ Selective SAP S/4HANA Transformation ทั่วโลก
- เป็นผู้คิดค้นแนวทาง Bluefield® ซึ่งผสานจุดแข็งของวิธีการย้ายระบบแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกัน เพื่อความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงสุด
ในด้านความสัมพันธ์กับ SAP นอกจากสถานะ Gold Partner แล้ว SNP ยังได้ขยายความร่วมมือกับ SAP อย่างต่อเนื่อง โดยมีคุณ Peter Maier ร่วมเป็นกรรมการใน Supervisory Board ของ SNP อีกด้วย
รายชื่อองค์กรที่เลือกใช้เทคโนโลยีของ SNP ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม อาทิ Airbus, Audi, Volkswagen, Siemens, thyssenkrupp, ABB, Festo, Heineken, Kellogg’s, Cargill, L’Oréal, Merck, Microsoft, Saint-Gobain, E.ON, Evonik, TE Connectivity, Coop และ Generali
ตัวอย่างขนาดของงานที่เคยส่งมอบ ได้แก่ การย้ายระบบขนาดกว่า 60 TB สู่ SAP S/4HANA ด้วย Downtime ใกล้ศูนย์ โครงการที่มีการเคลื่อนย้ายข้อมูลกว่า 1.3 พันล้านรายการ และการย้าย Company Code รวม 107 รายการ
ไม่ใช่สองทางเลือก แต่เป็นสเปกตรัมห้าระดับ
นอกจากนั้น Kuldeep ยังได้ขยายภาพมากขึ้น โดยได้แสดงให้เห็นว่าทางเลือกในการเปลี่ยนผ่านไม่ได้มีเพียงสองขั้ว แต่เป็นสเปกตรัมที่ไล่ระดับจาก Pure Greenfield ไปจนถึง Pure Brownfield โดยมีสามทางเลือกที่ทำงานร่วมกับ SNP อยู่ตรงกลาง ได้แก่ Greenfield with SNP, Selective with SNP และ Brownfield with SNP
โดยหลักการที่อยู่เบื้องหลังคือ เก็บเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นเพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจ และผลักดันนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในขั้นตอนเดียว โดยใช้แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์เข้ามาลดความผิดพลาดจากการทำงานด้วยมือ

ข้อมูลที่นำเสนอบนเวทีระบุว่า ราว 39% ของลูกค้ามองว่าการย้ายข้อมูลคือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของโครงการ ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมการเลือกตำแหน่งบนสเปกตรัมนี้จึงสำคัญกว่าการเลือกเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง
Bluefield® : แยกการย้ายข้อมูลออกจากการปรับปรุงระบบ
แนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลัง Bluefield® คือ Decoupling หรือการแยกงานสองอย่างที่มักถูกมัดรวมกันออกจากกัน ด้านหนึ่งคือ System Configuration และ Custom Code ซึ่งจะถูกนำไปปรับปรุงให้ทันสมัย อีกด้านหนึ่งคือ Master Data และ Transactional Data ซึ่งจะถูกย้ายแยกต่างหาก
จากนั้นจึงนำทั้งสองส่วนมาประกอบกลับเข้าด้วยกัน หรือ Recoupling โดยระบบปลายทางจะถูกตั้งค่าใหม่และปรับ Code ให้เหมาะสม ขณะที่ข้อมูลจะถูกปรับให้เข้ากับโครงสร้างใหม่นั้น รวมถึงข้อมูลย้อนหลังด้วย ผลลัพธ์คือองค์กรได้ระบบที่สะอาดขึ้น โดยไม่ต้องแลกกับการสูญเสียประวัติการทำธุรกรรม
Kyano® : จากการสำรวจ ถึงการปลดระวาง
ภายในงาน Kuldeep ยังได้นำเสนอภาพรวมของ Kyano® ซึ่งเป็น Portfolio ที่แบ่งตามช่วงชีวิตของข้อมูลองค์กร
- Kyano® Foundation — ทำให้องค์กรมองเห็นภาพรวม Data Landscape ของตนเองแบบเป็นปัจจุบัน ประกอบด้วย Agility Analysis และ SAP Housekeeping
- Kyano® Move — การย้าย เชื่อมต่อ ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพข้อมูล ครอบคลุม SAP Platform Modernization, Platform Agnostic Modernization, Agile Organizational Transformation, Mergers & Acquisitions, Cloud Move และ Cloud Data Integration
- Kyano® Manage — การเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ทดสอบ จัดเก็บถาวร และปลดระวางข้อมูล ครอบคลุม Test Management, Data Verification, SAP Active Archiving, Application Lifecycle Management, Application Retirement และ Enhanced Analysis
ทั้งสามส่วนถูกวางให้สอดคล้องกับทุกระยะของกรอบการทำงาน RISE ตั้งแต่ Discover, Prepare, Explore, Realize, Deploy ไปจนถึง Run
4 กลุ่มเหตุการณ์ตัวอย่างการ Transformation ขององค์กร
หัวใจของ Kyano® Move คือแพลตฟอร์ม Kyano® — The Data Transformation Platform ซึ่งถูกออกแบบมาให้รองรับเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้ครบทั้งสี่กลุ่มใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะการย้ายไป SAP S/4HANA เท่านั้น
และจุดที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดำเนินหลายโครงการพร้อมกันได้ในขั้นตอนเดียว โดยมี Downtime ใกล้ศูนย์ในช่วง Cutover
ซึ่งสิ่งที่ทำให้ทั้งสี่กลุ่มนี้ต่างกัน ไม่ใช่ความยากง่าย แต่คือ “ปลายทางของข้อมูล” ว่าข้อมูลจะเดินทางไปที่ใด
กลุ่มที่ 1 — SAP S/4-Transition : ย้ายเข้าสู่ระบบ SAP S/4 ปลายทาง
กลุ่มนี้คือการเคลื่อนย้ายข้อมูลจากระบบเดิมเข้าสู่ระบบ SAP S/4HANA ที่เป็นปลายทาง
ครอบคลุมทั้ง Bluefield® Migration, Greenfield Migration, การใช้โมเดล Migration Factory สำหรับองค์กรที่มีหลายหน่วยธุรกิจ และ System Consolidation สำหรับการรวมหลายระบบเข้าด้วยกัน โดยทั้งหมดดำเนินการได้ด้วยแนวทาง Near-Zero-Downtime
กลุ่มที่ 2 — SPLIT : แยกระบบที่มีอยู่ออกจากกัน
เมื่อองค์กรต้องแยกส่วนใดส่วนหนึ่งออกจากระบบเดิม ปลายทางของข้อมูลคือการถูกแบ่งออกจากระบบที่ใช้งานอยู่
โดยกลุ่มนี้ครอบคลุมทั้งเรื่องของ Legal Entity Carve-out, การแยกเฉพาะบางส่วนตาม Plant หรือ Profit Center หรือเกณฑ์อื่นที่กำหนดเอง, Archive Split, การรองรับดีลในรูปแบบ Share Deal และ Asset Deal ตลอดจนการลบ Company Code ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยในองค์กรที่มีการควบรวมหรือขายกิจการ
กลุ่มที่ 3 — MOVE : ย้าย Client ทั้งชุด
กลุ่มนี้คือการย้ายข้อมูลทั้ง Client ไปยังสภาพแวดล้อมใหม่ โดยที่โครงสร้างยังคงเดิม
ครอบคลุม Move to Cloud, การ Upgrade เวอร์ชัน, การเปลี่ยน Database หรือ Operating System, การย้ายไปสู่ HANA และการย้าย Client ระหว่างระบบ ทั้งหมดนี้รองรับ Near-Zero-Downtime เช่นกัน
กลุ่มที่ 4 — HARMONIZE : ปรับโครงสร้างภายในระบบเดิม
กลุ่มนี้ต่างจากสามกลุ่มแรก เพราะข้อมูลไม่ได้เดินทางไปไหน แต่ถูกแปลงโครงสร้างภายในระบบที่ใช้งานอยู่
ครอบคลุมงานอย่าง Chart of Accounts Conversion, New GL Conversion, การจัดโครงสร้าง Profit Center ใหม่, การรวม Company Code, การย้าย Plant, การปรับ Master Data ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และการรวม Controlling Area
ซึ่งล้วนเป็นงานที่มักเกิดขึ้นเมื่อองค์กรปรับโครงสร้างธุรกิจหรือเปลี่ยนนโยบายทางบัญชี

และส่วนสำคัญที่เป็นแก่นของทั้งแพลตฟอร์ม คือ “Multiple SAP Transformation Projects in One Step with Near-Zero Downtime at Cutover”
หรือการดำเนินหลายโครงการ SAP Transformation พร้อมกันได้ในขั้นตอนเดียว โดยมี Downtime ใกล้ศูนย์ในช่วง Cutover
ซึ่งความหมายในทางปฏิบัติสำหรับผู้บริหารคือ หากองค์กรของคุณจำเป็นต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ย้ายไป SAP S/4HANA ขึ้น Cloud รวม Company Code และปรับผังบัญชีใหม่
คุณไม่จำเป็นต้องแบ่งเป็นสี่โครงการที่ต้องหยุดระบบสี่ครั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ประหยัดทั้งเวลา งบประมาณ และผลกระทบต่อธุรกิจได้มากที่สุด
Single Step Transformation : จากหลายระบบสู่ระบบเดียว
นอกจากนั้น Kuldeep ได้อธิบายภาพการทำงานจริงผ่านสถานการณ์ที่พบบ่อยในองค์กรขนาดใหญ่ นั่นคือมีระบบ ECC หลายชุด และอาจมีระบบ SAP S/4 อยู่แล้วบางส่วน โดยกระบวนการเริ่มจากการวาง Data Strategy & Design การทำ Conflict Analysis และการกำหนด Global Template
จากนั้นเข้าสู่ช่วง Carve & Harmonise ซึ่งประกอบด้วยการดึงข้อมูลออกจากระบบต้นทาง การตรวจสอบทางธุรกิจ การแปลงเข้าสู่โครงสร้าง SAP S/4HANA การแยกเฉพาะโมดูล การปรับ Master Data ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน การแปลงและปรับ Business Partner รวมถึงการคัดเลือกข้อมูลตามช่วงเวลา
ช่วงสุดท้ายคือ Merge & Move ซึ่งองค์กรเลือกได้ว่าจะดำเนินการแบบทยอยเป็นเฟส หรือแบบ Big Bang โดยมีเป้าหมายลดช่วงหยุดระบบทั้งฝั่งต้นทางและปลายทางให้น้อยที่สุด พร้อมการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และการปกปิดข้อมูลสำหรับระบบทดสอบ ทั้งนี้ระบบ ECC เดิมยังสามารถเข้าถึงได้จากฝั่ง SAP S/4 ในภายหลัง
6 คุณค่าที่องค์กรได้รับ
สิ่งสำคัญที่ทำให้ Kyano® ต่างจากเครื่องมือย้ายข้อมูลทั่วไป คือการถูกออกแบบให้สร้างคุณค่าได้ในทุกระยะของกรอบการทำงาน RISE ตั้งแต่ Discover, Prepare, Explore, Realize, Deploy ไปจนถึง Run
โดย Kyano® Foundation ทำงานตั้งแต่ช่วง Discover และ Prepare ต่อด้วย Kyano® Move ที่ครอบคลุมช่วง Explore ถึง Realize และปิดท้ายด้วย Kyano® Manage ที่ดูแลตั้งแต่ช่วง Deploy ไปจนถึง Run
และเมื่อสรุปออกมาเป็นคุณค่าที่องค์กรจะได้รับจริง SNP ได้แบ่งไว้เป็น 6 ด้าน หรือที่เรียกว่า Kyano®‘s 6 Value Drivers

- Faster time to value — เห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้เร็วขึ้น
เพราะการวางแผนโครงการถูกขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และใช้แนวทางแบบขั้นตอนเดียว แทนการแบ่งโครงการออกเป็นหลายเฟสที่ต่อกันเป็นทอดๆ
อีกปัจจัยหนึ่งคือประสบการณ์ที่ถูกเก็บไว้ในตัวเครื่องมือเอง
เพราะมีชุดกฎการย้ายข้อมูลตัวอย่างทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ซึ่งปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะขององค์กรได้ และเมื่อกฎเหล่านี้ถูกบริหารด้วยซอฟต์แวร์ โครงการถัดไปขององค์กรก็จะเรียนรู้ได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
- Cost reduction — ลดต้นทุนโครงการ
ที่มาจากสองทาง โดยในทางแรกคือ Data Footprint ที่เล็กลง เพราะย้ายเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นจริงๆ
ทางที่สองคือการทำงานอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ซึ่งลดทั้งจำนวนแรงงานคนและเวลาที่ต้องใช้กับงานซ้ำๆ ตลอดโครงการ
- Higher user acceptance — ผู้ใช้งานยอมรับระบบใหม่ได้ง่ายขึ้น
เพราะสามารถเลือกย้ายข้อมูลธุรกรรมย้อนหลังตามมาได้ โดยองค์กรกำหนดเองว่าต้องการข้อมูลย้อนหลังส่วนใด เช่น ประวัติงานซ่อมบำรุง โครงการระยะยาว หรือสัญญาที่ยังมีการรับประกันอยู่
และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ข้อมูลที่ย้ายมายังคงหน้าตาเหมือนในระบบเดิม
ทั้งความเคลื่อนไหวของสินค้า การยืนยัน การส่งมอบ ใบแจ้งหนี้ Change Log การคำนวณราคา และเลขที่เอกสารเดิม
ผู้ใช้จึงทำงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียนรู้ข้อมูลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้โครงการ ERP ถูกต่อต้านจากหน้างาน
- Higher flexibility — ยืดหยุ่นในการกำหนดวัน Go-Live
องค์กรสามารถ Go-Live ได้ทุกช่วงเวลาของปี ไม่ผูกกับสิ้นเดือนหรือสิ้นปีงบประมาณ และไม่จำเป็นต้องแยกการย้าย Master Data ออกจาก Transactional Data เพื่อให้ทันรอบปิดบัญชี
ความหมายในทางปฏิบัติคือ แผนโครงการถูกกำหนดโดยความพร้อมของธุรกิจ ไม่ใช่โดยข้อจำกัดทางเทคนิค
- Risk minimization — ลดความเสี่ยงของโครงการ
เพราะใช้แนวทางที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้วล่วงหน้า พร้อมขั้นตอนการทำงานที่มีการกำกับอย่างเป็นระบบ ทำให้ผลลัพธ์คาดการณ์ได้มากกว่าการพึ่งพาการตัดสินใจเฉพาะหน้า
นอกจากนี้ ในระหว่างรอบทดสอบ ข้อมูลสามารถลบและโหลดใหม่ได้ง่าย ทำให้คุณภาพของข้อมูลดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายในรอบทดสอบเพียงรอบเดียว แทนที่จะต้องรอไปแก้ในรอบถัดไป
- Minimum disruption — กระทบธุรกิจน้อยที่สุด
ด้วยแนวทาง Near-Zero Downtime ที่ครอบคลุมทั้งฝั่งระบบต้นทางและระบบปลายทาง ธุรกิจจึงยังเดินต่อได้ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน
ซึ่งในเชิงเทคนิค นี่คือผลจากการที่การโหลดข้อมูลข้าม Application Layer ทำให้ทำงานได้รวดเร็วและไม่มีความเกี่ยวพันกันระหว่างชุดข้อมูล ข้อมูลปริมาณมากจึงโหลดเสร็จได้ภายในช่วงเวลาสั้นๆ
บทเรียนจากองค์กรระดับโลก
และสุดท้าย Kuldeep ยังได้ยกตัวอย่างโครงการที่มีลักษณะความท้าทายใกล้เคียงกับที่องค์กรไทยกำลังเผชิญ เช่น
- SPAR ประเทศออสเตรีย — ย้ายข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูลขนาด 28 TB ให้เสร็จภายใน 36 ชั่วโมงในสุดสัปดาห์เดียว และใช้เวลาตรวจสอบความถูกต้องทางธุรกิจต่ออีก 12 ชั่วโมง พร้อมได้ความโปร่งใสของข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
- Airbus — รวมระบบ ERP ระดับท้องถิ่นห้าระบบของ Airbus Commercial Aircraft เข้าสู่แพลตฟอร์มเดียวในรูปแบบ Central Finance พร้อมปรับเข้าสู่ New General Ledger และเปลี่ยนระบบการเงินเป็น SAP S/4HANA ในขั้นตอนเดียว
- Saint-Gobain — โครงการ Carve-out ที่ต้องแยกระบบให้เสร็จภายในไม่ถึงสี่เดือน โดยไม่กระทบการดำเนินงานที่ยังเดินอยู่ และต้องส่งมอบข้อมูลให้ผู้ซื้อกิจการอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย ผลคือเร่งความเร็วของการย้ายได้รวมราว 40%
- Mitsubishi Hitachi Power Systems Europe — คัดเลือกและโอนข้อมูลไปยังระบบ SAP แยกอีกชุด โดยแบ่งการ Go-Live เป็นสองขั้นโดยไม่กระทบการดำเนินธุรกิจ ทำให้บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่เริ่มดำเนินงานได้ทันที และได้ยอดยกมา ณ วัน Go-Live ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการตรวจสอบบัญชี
- Haier RRS Logistics — การแยก Company Code ที่มีปริมาณข้อมูลมหาศาลและขอบเขตโครงการกว้าง แต่ Cutover เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น ใช้เวลาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ และลดภาระงานของทีมลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อข้อมูลเก่ามีมากเกินกว่าจะยกไปทั้งหมด : กรณีศึกษา KONE
กรณีศึกษาที่สะท้อนปัญหาของผู้ผลิตขนาดใหญ่ได้ชัดที่สุดคือ KONE ซึ่งต้องบริหารนโยบายเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปี ต่อเนื่องไปอีก 5 ปีข้างหน้า โดยระบบ ECC เดิมมีขนาด 43 TB แบบบีบอัด หรือราว 123 TB เมื่อไม่บีบอัด บวกกับข้อมูล Archive อีก 20 TB และไฟล์แนบอีก 40 TB
ความท้าทายไม่ได้มีเพียงด้านเทคโนโลยี ในด้านกระบวนการ สถานะของเอกสารธุรกรรมจำนวนมากยังค้างอยู่จนไม่สามารถ นำเข้าคลังจัดเก็บได้ ส่วนในด้านบุคลากร ผู้ใช้งานไม่คุ้นเคยกับการทำงานกับข้อมูลที่ถูกจัดเก็บถาวร ทำให้ขอบเขตการจัดเก็บและระยะเวลาที่ตั้งเป้าไว้ทำได้จำกัด
แนวทางที่เลือกใช้จึงเป็นการทำงานสี่ขั้นตอนควบคู่กัน เริ่มจากการปฏิรูปแนวทางการจัดเก็บบน SAP S/4 ด้วย Kyano® Outboard พร้อมวิเคราะห์รายการค้างและวางแผนระยะยาว ตามด้วยการย้ายเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็น เข้าสู่ SAP S/4HANA ด้วยแนวทาง Bluefield ทำให้ข้อมูลในระบบใหม่เหลือต่ำกว่า 7 TB
ขั้นที่สามคือการปลดระวางระบบเดิม โดยเก็บระบบ ECC ทั้งชุด ทั้ง Archive ไฟล์แนบ และฐานข้อมูล ไว้ใน Kyano® Datafridge สำหรับการจัดเก็บระยะยาว ซึ่งเข้าถึงได้ผ่านหน้าจอที่ทำงานบน SAP S/4HANA และขั้นสุดท้ายคือการตั้งค่าการจัดเก็บถาวรชุดใหม่บน SAP S/4HANA ผ่าน Kyano® Outboard
เริ่มจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อสันนิษฐาน

Mr. Muzammil Kazi, Pre-Sales/Senior Solution Lead จาก SNP ได้เปิดช่วง Demo ด้วยหลักการทำงานของ SNP ที่เริ่มต้นจาก Analysis เสมอ นั่นคือการทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของ SAP Landscape ทั้งรูปแบบและปริมาณการใช้งาน ความเกี่ยวพันระหว่างองค์ประกอบ และศักยภาพในการทำความสะอาดข้อมูล เพื่อให้ทุกการตัดสินใจตั้งอยู่บน ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อสันนิษฐาน
เครื่องมือที่ใช้คือ Kyano® Agility Agility Analysis ในรูปแบบ Cloud Portal ซึ่งมีชุดการวิเคราะห์สำเร็จรูปพร้อมใช้ รวมถึงความสามารถในการจำลองสถานการณ์และจัดทำพิมพ์เขียว โดยเน้นให้ใช้งานได้รวดเร็วและเข้าใจง่าย
Analysis Extractor : การเอกซเรย์ระบบ SAP
Kazi เปรียบเทียบการทำงานของ Analysis Extractor ว่าเหมือนการเอกซเรย์ระบบ SAP ทั้งชุด โดยวิเคราะห์และเปรียบเทียบโครงสร้างองค์กร การใช้งานโมดูล ค่า Configuration สำคัญ การใช้ Custom Code รายการ Simplification และปริมาณข้อมูล ซึ่งทั้งหมดนี้คือฐานสำหรับการกำหนดกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านเฉพาะขององค์กร
ขั้นตอนในทางปฏิบัติเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด ลูกค้าหรือผู้ให้บริการโฮสต์รันรายงานบนระบบ SAP เพื่อสร้างไฟล์ Export จากนั้นอัปโหลดเข้าสู่ Kyano® Agility Analysis Portal เพื่อประมวลผลออกมาเป็นชุดการวิเคราะห์ ทั้งภาพรวมเชิงภูมิศาสตร์ การประเมินความพร้อมสู่ SAP S/4 รายการ Simplification Item และ Fiori Apps ที่เกี่ยวข้อง
ตัวเลขที่เปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหารในห้อง
ประเด็นที่เรียกความสนใจมากที่สุดช่วงหนึ่ง คือการชี้ให้เห็นว่าขนาดฐานข้อมูลปัจจุบันไม่ได้เท่ากับขนาดของงานที่ต้องย้าย ตัวอย่างประกอบที่ใช้อธิบายคือระบบต้นทางขนาด 10 TB ซึ่งรวมทั้ง Master Data, Open Item, ข้อมูลธุรกรรมย้อนหลัง ข้อมูลเชิงเทคนิคและ Log
เมื่อผ่านการคัดเลือกตามความต้องการของธุรกิจ ขอบเขตที่ตกลงย้ายจริงอาจเหลือเพียงราว 4 TB แบ่งเป็น Master Data ราว 0.3 TB, Open Item และข้อมูลปฏิบัติการราว 0.7 TB และข้อมูลย้อนหลังที่เลือกไว้อีกราว 3 TB หมายความว่าประมาณ 60% ของ Footprint เดิมไม่จำเป็นต้องย้ายไปเลย
ข้อสรุปสำหรับผู้บริหาร : ขอบเขตการย้ายข้อมูลถูกกำหนดโดยการเลือกของฝ่ายธุรกิจ ไม่ใช่โดยขนาดของฐานข้อมูลทั้งหมด ส่วนขนาดปลายทางที่แท้จริงจะได้รับการยืนยันในช่วงประเมินและรอบทดสอบ
การสนับสนุนตลอดโครงการ 5 ระยะ
Kazi ยังแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มเดียวกันนี้สามารถทำงานต่อเนื่องตลอดโครงการ โดยไม่ได้จบแค่ที่การวิเคราะห์

เมื่อองค์กรมีมากกว่าหนึ่งระบบ
สำหรับองค์กรที่ต้องรวมหลายระบบเข้าด้วยกัน Kazi ยังได้สาธิตการทำ Extended Reporting for Merge ซึ่งเป็นรายงานอัตโนมัติที่เปรียบเทียบข้อมูลจาก Analysis Extractor ของหลายระบบพร้อมกัน โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือระบุความขัดแย้งที่ต้องแก้ไขก่อนเริ่มโครงการ ชี้จุดที่มีศักยภาพในการลดความซ้ำซ้อนขององค์ประกอบที่ไม่ได้ใช้งาน และให้มุมมองรวมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นบน SAP S/4HANA
โดยรายงานครอบคลุมทั้งการเปรียบเทียบข้อมูลระบบและหัวข้อบังคับของ SAP S/4HANA, Company Code พร้อมแผนที่ที่ตั้ง และความขัดแย้งของหน่วยงาน, การใช้งานโมดูลว่าส่วนใดใช้ร่วมกันและส่วนใดต่างกัน, จำนวน Custom Development ทั้งที่ใช้งาน ไม่ได้ใช้งาน และที่ขัดแย้งกัน ตลอดจนมุมมองรวมของ Simplification Item, Fiori Apps, Business Function และ Add-on ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ Kazi ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า รายงานนี้ไม่ได้ตอบว่าควรรวมระบบด้วยวิธีใด เพราะทางเลือกขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะของแต่ละองค์กร แต่ทำให้เห็นภาพความเหมือน ความต่าง และความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนตัดสินใจ
ข้อมูลเก่า : เก็บไว้ได้ โดยไม่ต้องแบกต้นทุน
ช่วงท้าย Kazi ยังได้นำเสนอสองเครื่องมือที่ตอบโจทย์องค์กรที่มีข้อมูลสะสมจำนวนมาก นั้นคือ
- Kyano® Datafridge — ปลดระวางแอปพลิเคชันเดิมได้อย่างคุ้มค่า โดยยังเข้าถึงข้อมูลของระบบเดิมได้ตามปกติ
- Kyano® Outboard — ลดขนาดฐานข้อมูล SAP ชะลอการเติบโตของข้อมูลในอนาคต และเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ด้วยการตั้งงานจัดเก็บถาวรแบบอัตโนมัติ ลดงานที่ต้องทำด้วยมือ
ในเชิงสถาปัตยกรรม Datafridge ทำงานเป็นระบบนิเวศที่ยึด SAP เป็นศูนย์กลาง เริ่มจากการดึงข้อมูลและเอกสาร ออกจากระบบต้นทาง จัดเก็บในคลังที่สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งเลือกได้ทั้งบน Cloud รายใหญ่หรือระบบภายในองค์กร และเปิดให้เข้าถึงอย่างโปร่งใสผ่านหน้าจอที่มีลักษณะเหมือน SAP โดยมีระบบบริหารระยะเวลาการจัดเก็บ ที่สามารถทำลายข้อมูลที่หมดอายุได้ตามกำหนด
สำหรับโซลูชัน Application Retirement จุดเด่นที่ Kazi เน้นคือ ได้รับการรับรองจากทั้ง SAP และ KPMG มีระบบบริหารระยะเวลาการจัดเก็บรวมถึงการระงับการทำลายข้อมูลตามคำสั่งทางกฎหมาย เลือกที่จัดเก็บได้อย่างอิสระทั้งแบบ On-Premise, Private Cloud, Hyperscaler หรือ Cloud ของ SNP และควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงผ่าน Role และ Authorization ของ SAP โดยสรุปเป็นประโยคสั้นว่า เก็บข้อมูลเดิมไว้ได้ โดยไม่ต้องเก็บต้นทุนไว้ด้วย
และแนวทางนี้ยังครอบคลุมสถานการณ์การใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ SAP S/4HANA Selective Transition, SAP S/4HANA Conversion, SAP S/4HANA Greenfield, การสร้าง Template SAP S/4HANA ใหม่จากหลายระบบเดิม, การเก็บข้อมูลของธุรกิจที่ยุติการดำเนินงาน, การปลดระวางระบบ SAP รุ่นเก่าและระบบ APO, การ Carve-out และการขายกิจการ ไปจนถึงการปลดระวางระบบที่ไม่ใช่ SAP
ตัวอย่างการใช้งานจริงในหลายอุตสาหกรรม
- เคมีภัณฑ์ (สหรัฐอเมริกา) — DOW Chemicals ปลดระวางข้อมูลแบบมีโครงสร้างและไฟล์แนบรวมกว่า 42 TB จากระบบ SAP R2, R3 และ ECC
- การผลิต (เยอรมนี) — FESTO ผู้ผลิตด้านระบบอัตโนมัติ ย้ายข้อมูล SAP ECC ช่วงล่าสุดเข้าสู่ SAP S/4HANA ด้วย Selective Data Transition ส่วนข้อมูลเก่าถูกย้ายไปเก็บใน Datafridge
- พลังงานและปิโตรเลียม (ฝรั่งเศส) — เลือกใช้ Datafridge เพื่อบริหารการปลดระวางระบบเดิมทั่วโลก รักษาข้อมูลสำคัญไว้ ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงจากการต้องคงเทคโนโลยีเก่าไว้ในระบบ
- ธุรกิจเพลง (สหรัฐอเมริกา) — ปิดการใช้งานระบบ SAP เดิม่ 4 ระบบ พร้อมโมดูลที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ

และสำหรับงานในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศความร่วมมือระหว่าง 2 บริษัทอย่างชัดเจน โดย เนทติเซนท์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ดูแลเส้นทางการ Transform ของลูกค้าในประเทศไทย ตั้งแต่การประเมินความพร้อม การออกแบบ Roadmap การส่งมอบ ไปจนถึงการดูแลหลัง Go-Live ขณะที่ SNP ในฐานะพาร์ทเนอร์คนสำคัญ นำเทคโนโลยีระดับโลกด้าน Data Transformation เข้ามาเสริม ในจุดที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด
“NETIZEN provides the guidance. SNP provides the technology. Together, we swing to zero downtime.”
ก้าวต่อไปสำหรับองค์กรที่ยังไม่เริ่ม
ตลอดทั้งวันภายในงาน มีคำถามหนึ่งที่ถูกถามซ้ำมากที่สุดในช่วงพักเบรก และมันไม่ใช่คำถามเชิงเทคนิค
“แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์กรเราควรไปทางไหน”
คำตอบคือ … คุณไม่จำเป็นต้องเดา และไม่จำเป็นต้องตัดสินใจก่อนที่จะเห็นข้อมูลของตัวเอง
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในงานวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเอกซเรย์ระบบ SAP การแยกข้อมูลที่ยัง Active จากข้อมูลที่ Inactive หรือการคำนวณว่าจริงๆ แล้วต้องย้ายกี่ TB ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้เซ็นสัญญาก่อนถึงจะได้เห็น
Transformation Assessment : เห็นภาพจริงก่อนตัดสินใจ
เนทติเซนท์ เปิดให้องค์กรที่สนใจขอรับ Transformation Assessment ซึ่งจะทำให้คุณได้คำตอบที่จับต้องได้ใน 4 เรื่อง
องค์กรของคุณอยู่ตรงไหนบนสเปกตรัม
คำตอบที่คุณจะได้ ไม่ใช่คำตอบจากตำรา แต่มาจากการวิเคราะห์ระบบจริงของธุรกิจคุณ ทั้งโครงสร้างองค์กร การใช้งานโมดูล Custom Code ที่ยังใช้อยู่และที่ไม่มีใครแตะมานาน
ตัวเลข TB ที่แท้จริง
ระบบที่ใช้งานตอนนี้มีขนาดใหญ่แค่ไหน และในนั้นมีเท่าไหร่ที่จำเป็นต้องย้ายจริงๆ และตัวเลขนี้สามารถเปลี่ยนงบประมาณและระยะเวลาโครงการได้มากกว่าที่คิด
ความเสี่ยงตาม Timeline ขององค์กร
เมื่อคำนวณย้อนกลับจากปี 2030 หักระยะเวลาโครงการ ช่วงจัดงบ และการอนุมัติภายในแล้ว เนทติเซนท์สามารถช่วยคำนวณได้ว่าองค์กรคุณเหลือเวลาตัดสินใจอีกกี่ไตรมาส
Roadmap ที่เลือกได้ ไม่ใช่ทางเดียวที่ถูกยัดเยียด
พร้อมข้อดีข้อเสียของแต่ละทาง เพื่อให้คุณได้เลือกตัดสินใจได้เองตามทางเลือกที่เหมาะสม
และการประเมินนี้เราจะเริ่มจากบทสนทนา ไม่ใช่ข้อเสนอ …
เพราะเราไม่ได้ขอให้คุณตัดสินใจอะไรในวันแรก แค่อยากชวนคุยว่าองค์กรของคุณกำลังอยู่ตรงไหน และมีอะไรที่ควรรู้ก่อนที่การตัดสินใจนี้จะขึ้นไปถึงโต๊ะบอร์ด

Leave a Reply