ปัจจุบันผู้ที่อยู่ในวงการ IT คงเคยได้ยินคำว่า ERP มาบ้างแล้ว แต่ถ้ายังไม่เคยรู้จักกับ ERP เรามาทำความรู้จักกับ ERP กันคร่าวๆ ก่อน...
ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning หรือแปลเป็นไทยว่า “การบริหารทรัพยากรขององค์กร” หมายถึง การวางแผนให้สามารถใช้ทรัพยากรขององค์กรได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยระบบ ERP จะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล และกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจนั้นให้สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นระบบเดียว
มาถึงตรงนี้แล้วอาจจะยังไม่เห็นภาพของ ERP เท่าไรนัก บางคนอาจคิดว่า ERP เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้ว ERP นั้นเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก จะขอยกตัวอย่างการนำ ERP มาใช้งานจริงในธุรกิจร้านขายโดนัท…
ลองนึกภาพร้านขายโดนัทที่มีสาขาอยู่หลายสาขาตามใจกลางเมืองและห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในระบบการทำงานหลังร้านจะต้องมีการสต็อกวัตถุดิบ (เช่น แป้ง น้ำตาล ฯลฯ) เอาไว้ผลิตสินค้า ซึ่งก็คือ โดนัท ปัญหาก็คือ ถ้าผลิตโดนัทไว้มากเกินไปอาจทำให้โดนัทเหลือ และข้อเสียของโดนัทก็คือ ไม่สามารถเก็บไว้ได้หลายวันเพราะอาจทำให้เน่าเสียได้ ทำให้สูญเสียเงินทุนจากการซื้อวัตถุดิบไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในทางกลับกันถ้าผลิตโดนัทออกมาน้อยเกินไปอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ทำให้ร้านขาดโอกาสในการขายสินค้าให้กับลูกค้า และอาจทำให้ลูกค้าไม่พึงพอใจได้ แล้ว ERP เกี่ยวข้องที่ส่วนไหน เรามาดูส่วนของการสต็อกวัตถุดิบ เมื่อนำเอาระบบ ERP มาใช้จะมีการเก็บข้อมูลวัตถุดิบต่างๆ ว่ามีอยู่จำนวนเท่าใด เมื่อมีลูกค้ามาซื้อโดนัทที่หน้าร้าน ระบบก็จะบันทึกว่าได้ขายโดนัทไปกี่ชิ้น เป็นจำนวนเงินเท่าใด ลูกค้าก็จะได้รับใบเสร็จ และระบบก็จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปตัดสต็อกสินค้าในส่วนของสต็อก นอกจากนั้นยังส่งข้อมูลไปยังส่วนของการขาย และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น จะเห็นได้ว่า ERP สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเมื่อใดควรสั่งซื้อวัตถุดิบ ควรสต็อกวัตถุดิบ และผลิตโดนัทชนิดไหนออกมาเป็นจำนวนเท่าใดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยที่ไม่เหลือโดนัททิ้งให้เน่าเสีย นอกจากนั้นระบบ ERP ยังช่วยให้ฝ่ายการตลาดและผู้บริหารได้รู้ว่าในช่วงเวลาใด สาขาไหน ขายได้เท่าไร ถ้าไม่ได้ใช้ระบบ ERP ข้อมูลเหล่านี้จะรู้ก็ต่อเมื่อมีการสรุปตอนสิ้นสุดวันหลังปิดร้านในแต่ละสาขา แต่เมื่อนำระบบ ERP มาใช้จะสามารถทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนกำหนดโปรโมชั่นของแต่ละสาขาได้อย่างรวดเร็ว
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าระบบ ERP เกี่ยวข้องกับธุรกิจในส่วนของ การสั่งซื้อวัตถุดิบ การผลิตสินค้า การขาย ซึ่งเป็นเพียงการยกตัวอย่างแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ERP ยังสามารถรวม การบัญชี การเงิน การจัดจ้าง การบริหารบุคคล ฯลฯ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันและเชื่อมโยงถึงกันได้อย่างทันที เพื่อให้เข้าใจความหมายของ ERP อย่างลึกซึ้งกว่านี้ ในส่วนต่อไปเราจะมาดูที่มาที่ไปของระบบ ERP ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ตารางสรุปแนวคิดสำคัญก่อนที่จะมาเป็น ERP ที่รู้จักกันในปัจจุบัน
|
ทศวรรษ |
ชื่อแนวคิด |
ลักษณะแนวคิด |
|
1960 |
MRP : Material Requirement Planning |
แนวคิดนี้เกิดขึ้นที่อเมริกา เป็นการวางแผนความต้องการวัสดุที่ต้องใช้ในการผลิตผ่านระบบ IT ใช้หารายการวัสดุ จำนวน เวลาที่ต้องใช้ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยลดจำนวนวัสดุคงคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนการผลิต และการสั่งซื้อวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี |
|
1970 |
Closed Loop MRP |
พัฒนาระบบ MRP เดิม โดยรวมเอาแผนการผลิตและการบริหารการผลิตเข้าด้วยกัน สามารถตรวจสอบหาข้อแตกต่างระหว่างแผนการผลิตกับสภาพการผลิตจริงเพื่อให้สามารถป้อนกลับข้อมูลมาปรับแผนใหม่ และสามารถวางแผนความต้องการกำลังการผลิต (CRP : Capacity Requirement Planning) แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จและเป็นที่นิยมในวงการอุตสาหกรรมการผลิตเป็นอย่างมาก |
|
1980 |
MRP II : Manufacturing Resource Planning |
เพิ่มความสามารถของ Closed Loop MRP โดยให้สามารถวางแผนและบริหารทรัพยากรอื่นๆ ได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากส่วนของกำลังการผลิตและวัตถุดิบในการผลิต เช่น สามารถวางแผนและบริหารการขาย การบัญชี บุคคล การผลิต และสินค้าคงคลังได้ แนวคิดนี้ได้เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดระบบ CIM (Computer Integrated Manufacturing) และบางทีก็เรียกแนวคิด MRP II นี้ว่า BRP (Business Resource Planning) |
|
1990 |
ERP : Enterprise Resource Planning |
เพิ่มขอบเขตจากการใช้งานในอุตสาหกรรมการผลิตให้สามารถใช้ได้กับองค์กรธุรกิจอื่นๆ โดยรวมเอาระบบงานหลักเข้าด้วยกันให้เป็นระบบเดียว ใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลเดียวกันแบบ Real-time |
เมื่อดูประวัติความเป็นมาของ ERP แล้วจะเห็นได้ว่าแม้แนวคิด ERP จะเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน แต่วิวัฒนาการของ ERP ก็ยังไม่หยุดการพัฒนาเพียงแค่นี้ ซึ่งเราชาว IT ก็ยังคงต้องรอดู ERP ในยุคถัดไปนี้ต่อไป...